เพลงบรรเลงอิสระ และ เพลงรับร้อง               

                เพลงไทยนับได้ว่ามีความสัมพันธ์ควบคู่กับวีชีวิตของคนไทยมาตั้งแต่ในอดีต แม้ว่าในปัจจุบันอาจจะเลือนรางจากวิถีชีวิตไทยไปบ้าง เพราะการไหลบ่าอันเชี่ยวกรากของอิทธิพลจากดนตรีตะวันตกที่เข้ามาครอบงำอยู่ก็ตาม แต่กระนั้นก็ตาม ดนตรีไทยก็ยังเป็นสิ่งที่หาฟังได้ไม่ยากนัก เช่น ในพิธีไหว้ครูที่มักจะมีการบรรเลงเพลงสาธุการ หรือกระทำโดยการเปิดเทปมาบรรเลงประกอบ นอกจากนั้นในโอกาสสำคัญๆ เช่น ในวันเฉลิมพระชนมพรรษามักจะมีการขับร้องเพลงไทยเพื่อเป็นการถวายดพระพร เพลงที่ใช้ประกอบพิธีที่กล่าวไปแล้วนั้นจะเห็นได้ว่ามีจุดมุ่งหมายและวิธีการบรรเลงที่แตกต่างกันออกไป เช่น เพื่อให้เกิดความศักดิ์สิทธิ์ในพิธี เพื่อประกอบกิริยาอาการตลอดจนอารมณ์ของตัวละคร และเพื่อเป็นการขับกล่อม เป็นต้น แต่ถึงอย่างไรก็ตาม เพลงไทยสามารถแบ่งแยกออกเป็นประเภทใหญ่ๆ ได้ดังนี้

                1.  เพลงประเภทบรรเลง ได้แก่ เพลงโหมโรง เพลงหน้าพาทย์ เพลงเรื่อง และเพลงหางเครื่อง เป็นต้น
                2.  เพลงประเภทรับ-ร้อง ได้แก่ เพลงเถา เพลงสามชั้น เพลงสองชั้น เพลงชั้นเดียว และเพลงตับ เป็นต้น

เพลงประเภทบรรเลง

                เพลงที่ใช้ดนตรีล้วนหรือเพลงบรรเลง ได้แก่ บทเพลงที่ใช้สำหรับการบรรเลงที่เป็นเอกเทศ เพลงบรรเลงประเภทนี้นับเป็นเพลงที่นักดนตรีมีความป็นอิสระในการบรรเลงมากที่สุด กล่าวคือ ไม่ต้องคำนึงถึงระดับเสียงของคนร้อง การสวมร้อง และการส่งร้อง
1.  เพลงโหมโรง
                “โหมโรง” ตามการรับรู้ในระดับของบุคคลโดยทั่วไปแล้ว มักจะคิดถึงเพลงประเภทนี้ในลักษณะทีเป็นเพลงที่ต้องบรรเลงก่อนเพลงอื่นๆ แต่คำว่า “โหมโรง” ตามความหมายที่ให้ไว้ในพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 คือ “การประโคมดนตรีเบิกโรง” ดังนั้นความหมายที่เหมือนกันอย่างหนึ่ง คือ เป็นเพลงที่ต้องใช้บรรเลงเป็นเพลงแรกก่อนจะมีรายการอื่นๆตามมา วัตถุประสงค์ในการบรรเลงเพลงโหมโรงมี 2 ประการ คือ
                ก.  เพื่อแสดงความเคารพและอัญเชิญพระอิศวรกับเทวดาและสิ่งศักดิ์สทธิ์ทั้งหลายตามคติของนักดนตรีไทย ให้ลงมาประชุมสโมสรสันนิบาตและประสาทพร เพื่อควมเป็นสิริมงคลแก่ผู้บรรเลงเพลงและท่านผู้เป็นเจ้าของงานนั้นๆ
                ข.  เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ให้ชาวบ้านได้รู้ว่ามีอะไร ที่ไหนและเมื่อใด เช่น ถ้ามปี่พาทย์โหมโรงเย็นชาวบ้านก็จะรู้ว่าจะมีการสวดมนต์เย็น ถ้ามีโหมโรงเช้าชาวบ้านก็จะรู้ว่าจะมีพระมาฉันเช้า โหมโรงละครตอนเช้าแสดงว่าเขาจะมีละครตอนเช้า โหมโรงกลางวัน ก็จะรู้ว่าละครที่แสดงในตอนเช้านั้นได้ปิดการแสดงในตอนเที่ยงและจะได้เปิดแสดงอีกในตอนบ่ายของวันนั้นต่อไป โหมโรงละครตอนเย็นก็หมายถึงจะมีละครแสดงให้ดูอีก เพลงโหมโรงแบ่งออกเป็น 3 ประเภท
                1.1 เพลงโหมโรงพิธีกรรม เพลงโหมโรงที่ใช้ประกอบพิธีนั้นส่วนใหญ่จะเป็นพิธีกรรมทางศาสนพิธี มีอยู่ 3 ชุด้วยกัน คือ โหมโรงเย็น โหมโรงเช้า และโหมโรงเทศน์
                1.1.1  โหมโรงเย็น ชุดโหมโรงเย็นนี้ประกอบ้ดวยเพลงต่างๆ 13 เพลง
                                1.  เพลงสาธุการ หมายถึง การน้อมกายและใจ เพื่อแสดงความเคารพต่อพระรัตนตรัย และเทพเจ้าผู้ศักดิ์สิทธิ
                                2.  เพลงตระ  ประกอบด้วย ตระหญ้าปากคอก ตระปลายพระลักษมณ์ ตระมารละม่อม หมายถึง การกล่าวชุมนุมเทวดา แทนบทสวดที่ว่า “-สัคเค กาเมฯ-“

                                3.  เพลงรัวสามลา หมายถึง การกราบ 3 ครั้ง แทนบทคาถาที่ว่า “-ธัมมัสสวนกาโล อัมภทันตา-“ ในท้ายการชุมนุมเทวดาเป็น 3 ครั้ง
                                4.  เพลงเข้าม่าน หมายถึง เพทเจ้าผู้เป็นใหญ่ เข้าพระวิสูตรเพื่อเตรียมองค์ไปสู่มณฑลพิธีตามอัญเชิญ
                                5.  เพลงปฐมและเท้ายปฐม หมายถึง การจัดขบวนเทพนิกรที่จะโดยเสด็จ
                                6.  เพลงลา หมายถึง การจัดขบวนนั้นเสร็จเรียบร้อยแล้ว ลาหมายถึง จบหรือครั้ง
                                7.  เพลงเสมอและรัวลาเดียว หมายถึง เทพเจ้าเสด็จออกจากวิมาน
                                8.  เพลงเชิดสองชั้นและชั้นเดียว หมายถึง การมาของขบวนเทพยดาคนธรรพ์ฯ
                                9.  เพลงกลม แสดงถึงการเสด็จมาของเทพเจ้าผู้ศักดิ์สิทธิ์ เช่น พระอิศวร พระนารายณ์เป็นต้น
                                10. เพลงชำนาญ หมายถึง การสวดประสาทพรของเทพเจ้าผู้สูงศักดิ์นั้น
                                11. เพลงกราวใน หมายถึง การเสด็จมาของเทพเจ้าฝ่ายอสูร
                                12. เพลงต้นชุบ หมายถึง การประจุคมน์ของพิธีนั้น
                                13. เพลงลา เป็นการแสดงว่าจบคำอัญเชิญและเทพเจ้าได้เสด็จมาพร้อมกันในมณฑลพิธีแล้ว
                1.1.2  โหมโรงเช้า ประกอบด้วยเพลงในชุดจำนวน 5 เพลงด้วยกัน คือ
                                                1.  สาธุการ                                            2.  เหาะ
                                                3.  รัวสามลา                                          4.  กลม
                                                5. ชำนัน (ชำนาญ)
                1.1.3 โหมโรงเทศน์ ใช้สำหรับบรรเลงก่อนที่จะมีการแสดงพระธรรมเทศนา ทั้งนี้เพื่อเป็นการประกาศให้ชาวบ้านรู้ว่าที่นี่จะมีการแสดงพระธรรมเทศนา หลังจากการบรรเลงเพลงชุดนี้จบลง เพลงชุดโหมโรงเทศน์ประกอบด้วยชุดเพลง 6 เพลงด้วยกัน คือ
                                                1.  สาธุการ                                            2.  กราวใน
                                                3.  เสมอ                                                 4.  เชิด
                                                5.  ชุบ                                                     6.  ลา
                1.2  เพลงโหมโรงการแสดง
                การแสดที่เป็นเรื่องราวของไทยที่ได้รับความนิยมในหมู่มหาชนอย่างแพร่หลายตั้งแต่ในครั้งดีตมีอยู่หลายชนิดด้วยกัน เพลงโหมโรงที่ใช้ประกอบการแสดงจึงมีความแตกต่างกันไปตามประเภทของการแสดง
                1.2.1  โหมโรงละคร จุดประสงค์ก็เพื่อที่จะปรกาศให้ชาวบ้านได้ทราบว่าจะมีละคร
                                1.2.1.1  โหมโรงละครตอนเช้า
                                1.2.1.2  โหมโรงละครตอนกลางวัน
                                1.2.1.3  โหมโรงละครตอนเย็น
                1.2.2  โหมโรงโขน ใช้บรรเลงก่อนที่จะมีการแสดงโขน แบ่งเป็น 3 ชุด คือ
                                1.2.2.1  โหมโรงโขนตอนเช้า
                                1.2.2.2  โหมโรงโขนตอนกลางวัน
                                1.2.2.3  โหมโรงโขนตอนเย็น
                1.2.3  โหมโรงหนังใหญ่ หนังใหญ่เป็นการแสดงที่มีมาตั้งแต่ประมาณสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น และได้เสื่อมความนิยมลงในปลายสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นการแสดงที่มีเฉพาะเวลากลางคืนเท่านั้น เพลงต่างๆในชุดโหมโรงหนังใหญ่ ประกอบด้วย
                                                1.  สาธุการ                                            2.  ตระ
                                                3.  รัวสามลา                                          4.  เข้าม่าน
                                                5.  ลา                                                      6.  เสมอ
                1.2.4  โหมโรงหุ่นกระบอก การแสดงหุ่นกระบอกเป็นการแสดงที่วิวัฒนาการมาจากการแสดงหุ่นกระบอกหลวงหรือหุ่นใหญ่ เพลงในชุดโหมโรงหุ่นกระบอกประกบไปด้วยเพลงต่างๆ ดังนี้
                                                1.  สาธุการ                                            2.  ตระ
                                                3.  รัวสามลา                                          4.  เข้าม่าน
                                                5.  ปฐม                                                   6.  ลา
                                                7.  เสมอ                                                 8.  รัวลาเดียว
                                                9.  เชิด                                                    10. กลม
                                                11. ชำนัน (ชำนาญ)                              12. กราวใน
ลา วา
                1.3  เพลงโหมโรงประกอบการร้อง ส่ง
                โหมโรงประกอบการร้อง-ส่งนี้มีด้วยกัน 2 แบบ คือ โหมโรงเสภาและโหมโรงมโหหรี
                1.3.1 โหมโรงเสภา การเล่นเสภานั้นพัฒนามาจากการเล่านิทาน จากการที่ต้องมีตัวแสดงเข้าไปร่วมนั้น จึงมีความจำเป็นต้องใช้เวลาในการแต่งตัวก่อนแสดง เพลงโหมโรงเสภา เดิมทีเดียวจึงใช้เพลงโหมโรงเช่นเดียวกับการแสดงละคร ซึ่งประกอบด้วย
                                                1.  ตระ                                                    2.  รัวสามลา
                                                3.  เข้าม่าน                                             4.  ปฐม
                                                5.  ลา                                                      6.  เสมอ
                                                7.  รัวลาเดียว                                        8.  เชิด
                                                9.  กลม                                                   10.  ชำนัน (ชำนาญ)
                                                11.  กราวใน – ลงกา
                ครั้นต่อมาการแสดงเสภาได้เสื่อมความนิยมลง การเล่นเสภาจึงได้กลายรูปมาเป็นการร้อง – ส่งแทน จึงทำให้ผู้แสดงไม่มีความจำเป็นที่ต้องแต่งตัวให้วิจิตรพิสดาร ดังนั้นความจำเป็นของการโหมโรงที่ต้องใช้เวลานานๆ เพื่อรอให้ผู้แสดงได้แต่งตัวจึงหมดไปด้วย จึงมีผู้นำเอาแต่เฉพาะเพลงวาซึ่งเป็นเพลงที่ใช้บรรเลงก่อนที่ละครจะออกตัวมาบรรเลง แต่เนื่องจากการที่ต้องบรรเลงเพลงวาซ้ำไปมาหลายเที่ยว อาจทำให้นักดนตรีเองเกิดความเบื่อหน่าย จึงคิดหาเพลงอื่นที่มีจังหวะหน้าทับคล้ายกันมาบรรเลงแทน แต่เมื่อจะจบเพลงจะต้องจบด้วยเพลงวาเสมอ ทั้งนี้เพื่อเป็นการรักษาธรรมเนียมของการบรรเลงโหมโรงแบบเสภาที่มีมาแต่เดิม ซึ่งก็ยังคงยึดถือปฏิบัติมาจนกระทั่งทุกวันนี้ เพลงโหมโรงเสภาใช้บรรเลงเฉพาะกับวงปี่พาทย์ไม้แข็ง ประกอบด้วย  3 ส่วนสำคัญ คือ เพลงรัวประลองเสภา ตัวเพลงโหมโรงและส่วนท้ายเพลงวา
                1.3.2  เพลงโหมโรงมโหรี โหมโรงชนินี้นิยมใช้บรรเลงกับวงมโหรีและเครื่องสาย มีรูปแบบที่คล้ายคลึงกับการโหมโรงที่ใช้ในวงปี่พาทย์ แต่แตกต่างกันตรงที่โหมโรงเสภามีการรัวประลองเสภา แต่โหมโรงมโหรีตัดการรัวประลองเสภาออก สาเหตุที่ไม่มีการรัวประลองเสภาคงสืบเนื่องมาแต่เดิมที่วงดนตรีทั้งสองชนิดนี้มิได้เกี่ยวข้องกับการแสดง มโหรีเป็นเครื่องดนตรีสำหรับผู้หญิงเล่นมาแต่เดิม ดังนั้น การจะมาบรรเลงรัวประลองเสภาคงจะไม่มีความสะดวกในบางประการ อีกทั้งลักษณะเครื่องดนตรีที่สังกัดอยู่ในวงมโหรี ไม่เหมาะต่อการที่จะนำมาบรรเลงประเภทประลองเสภา ต่อมาในสมัยหลังวงมโหรีไม่ได้จำกัดเฉพาะผู้หญิงเท่านั้น ผู้ชายก็มีโอกาสเข้ามาเล่นในวงมโหรี และในขณะเดียวกัน ผู้หญิงก็มีสิทธิ์ในการบรรเลงปี่พาทย์ได้เช่นกัน แต่การบรรเลงก็ยังคงยึดตามแบบแผนเดิม คือ ประกอบไปด้วยส่วนที่เป็นตัวเพลงและส่วนท้ายของเพลงวา
2.  เพลงหน้าพาทย์ 
              
เพลงหน้าพาทย์เป็นเพลงที่ใช้บรรเลงในลีลาของเครื่องดนตรีโดยเฉพาะทำนองแลจังหวะจะจำกัดอยู่ในแบบแผนที่กำหนดไว้ ใช้บรรเลงสำหรับประกอบกิริยาเคลื่อนไหวต่างๆไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนไหวของมนุษย์ สัตว์ หรือวัตถุธรรมชาติใดๆก็ตาม เพลงที่ใช้ประกอบกิริยาอาการเหล่านี้ เราให้คำจำกัดความว่าเป็นเพลงหน้าพาทย์ทั้งสิ้น เพลงหน้าพาทย์นั้นในระยะแรกคงเกิดจากปัญหาระหว่างผู้รำกับผู้บรรเลงดนตรี ซึ่งมีความไม่พร้อมเพรียงกันในท่าร่ายรำและบทบรรเลงซึ่งก่อให้เกิดความไม่น่าดูขึ้น จึงมีการประดิษฐ์ท่ารำและทำนองเพลงให้มีความยาวเท่ากัน เพื่อที่จะได้เกิดความเรียบร้อยและมีความสวยงาม โดยที่เวลาแสดงทั้งผู้รำและผู้บรรเลงต้องปฏิบัติตามแบบแผนที่กำหนดไว้ จะไปตัดทอนหรือเพิ่มเติมไม่ได้เป็นอันขาด
                เพลงหน้าพาทย์นั้นโดยทั่วไปจะไม่มีบทร้อง เป็นเพียงบทบรรเลงประกอบกิริยาอาการและอารมณ์เพียงอย่างเดียว อย่างไรก็ตาม ในสมัยหลังนี้ได้มีการบรรจุบทร้องด้วยเช่นกัน เพลงหน้าพาทย์นอกจากจะใช้บรรเลงประกอบกิริยาอาการและอารมณ์ของตัวละครแล้ว ยังใช้บบรรเลงประกอบในพิธีกรรมอื่นๆ
                ในส่วนของการแสดงโขนและละคร ตัวแสดงจะถูกกำหนดให้มีสถานภาพที่แตกต่างกันไปตามท้องเรื่อง ในทำนองเดียวกันเพลงดนตรีที่ถูกนำมาบรรเลงประกอบสถานภาพของตัวแสดงในบทต่างๆ ก็จะมีความแตกต่างกันออกไป จำแนกหมวดหมู่ได้ดังนี้
                2.1  เพลงหน้าพาทย์ที่ใช้ประกอบกิริยาไป – มา
                2.1.1  เพลงเสมอ ใช้สำหรับการไป – มาอย่างปกติไม่รีบร้อนและรวมถึงการไป – มาในระยะใกล้ๆ ใช้บรรเลงประกอบกกิริยาเดินทางของตัวแสดงที่มีสถานภาพระดับกลางถึงสูง ปกติเรียกกันว่า เสมอธรรมดา เพลงเสมอเมื่อนำมาใช้ประกอบกิริยาไป – มาของตัวละครเหล่านั้น จึงต้องเปลี่ยนแปลงไปตามฐานะและสัญชาติของตัวละคร เพลงเสมอที่บรรเลงทำนองตามลักษณะต่างๆ กันของตัวละครนั้นเรียกว่าเสมอตามสภาพ มีดังนี้
                                2.1.1.1  เสมอมาร ใช้สำหรับบรรเลงประกอบกิริยาการไป – มาของตัวแสดงที่มีบทเป็นยักษ์ที่อยู่ในตำแหน่งและสถานะสูงๆ
                                2.1.1.2  เสมอเข้าที่ ใช้สำหรับบรรเลงประกอบกิริยาการมาของครูบาอาจารย์ในพิธีไหว้ครูดนตรีไทย
                                2.1.1.3  เสมอตีนนกหรือบาทสกุณี ใช้บรรเลงประกอบท่ารำตามกิริยาไป – มาของผู้แสดงในบทพระรามหรือพระนารายณ์อวตาร
                                2.1.1.4  เสมอเถร ใช้สำหรับบรรเลงประกอบกิริยาการไป – มาของฤๅษี นักพฤต
                                2.1.1.5  เสมอข้ามสมุทร ใช้สำหรับบรรเลงประกอบการแสดงตอนที่พระรามทำพิธีจองถนนและยกพลข้ามมหาสมุทรไปกรุงลงกา ใช้บรรเลงประกอบการไป – มาเช่นเดียวกับเพลงเสมอโดยทั่วไป ต่างกันที่เป็นเพลงที่เกี่ยวข้องเฉพาะตอนพระรามจะเดินทางข้ามมหาสมุทรไปยังกรุงลงกาเพื่อชิงนางสีดากลับคืนมา
                                2.1.1.6  เสมอผี ใช้สำหรับบรรเลงประกอบกิริยาการไป – มาของตัวแสดงในบทผี
                                2.1.1.7  เสมอมอญและเสมอพม่า ใช้สำหรับบรรเลงประกอบกิริยาการไป – มาของตัวละครที่สูงศักดิ์แต่มีสัญชาติเป็นมอญและพม่า
                                2.1.1.8  เสมอลาว ใช้ประกอบกิริยาการไป – มาของตัวละครสัญชาติลาว
                2.1.2  เพลงเชิด เพลงเชิดใช้สำหรับบรรเลงประกอบกิริยาการไป
มาที่มีระยะทางไกลตลอดทั้งอาการเคลื่นไหวที่รีบร้อน เพลงเชิดแบ่งออกตามสภาพของการแสดงดังนี้
                                2.1.2.1  เพลงเชิดกลอง ใช้สำหรับบรรเลงประกอบกิริยาการไป
มาในระยะทางไกลและในบทที่มีการต่อสู้
                                2.2.2.2  เพลงเชิดฉิ่ง ใช้สำหรับบรรเลงประกอบกิริยาร่ายรำอาวุธหรือการกระทำที่เป็นเรื่องลึกลับที่ไม่ต้องการให้ใครรู้
                                2.2.2.3  เพลงเชิดนอก ใช้สำหรับบรรเลงประกอบกิริยาอาการจับไล่ของตัวแสดงที่ไม่ใช่มนุษย์
                2.1.3 เพลงพราหมณ์เข้าและพราหมณ์ออก เป็นหน้าพาทย์ที่ใช้สำหรับบรรเลง ประกอบกิริยาของตัวละครที่จะเข้าไปและออกมาจากโรงพิธีที่เกี่ยวข้องกับเวทมนตร์คาถา ตัวละครที่จะรำเพลงนี้จะเป็นบทของผู้สูงศักดิ์และส่วนมากจะเป็นบทของฝ่ายยักษ์
                2.1.4 เพลงรุกร้น ใช้สำหรับบรรเลงประกอบกิริยาการไป – มาที่เป็นหมวดหมู่อย่างมีระเบียบ โดยปกติจะใช้กับการไป – มาของตัวแสดงฝ่ายพระราม
                2.1.5  เพลงพระยาเดิน ใช้สำหรับบรรเลงประกอบกิริยาการไป – มาของตัวละครผู้สูงศักดิ์ เป็นการไป – มาแบบไม่รีบร้อน โดยทั่วไปเพลงนี้จะมีโอกาสในการบรรเลงคล้ายกับเพลงเสมอ แต่จะแตกต่างกันในลักษณะที่เพลงประเภทเสมอนั้นค่อนข้างจะเป็นพิธีในเชิงทางการที่มากว่าเพลงพระยาเดิน
                2.1.6  เพลงชุบ ใช้สำหรับบบรรเลงประกอบกิริยาการไป
มาของตัวแสดงในบทนางกำนัลหรือคนรับใช้
                2.1.7  เพลงโคมเวียน เป็นเพลงที่ใช้บรรเลงประกอบกิริยาการไป
มาของเทวดาที่มีจำนวนมาก และมีจุดมุ่งหมายเพื่อร่วมชุมนุมในพิธี
                2.1.8  เพลงเหาะ เป็นเพลงที่ใช้บรรเลงประกอบกิริยาการไป
มาของเทวดาและนางฟ้า มีลักษณะการใช้คล้ายกับเพลงโคมเวียน แต่เพลงเหาะมักจะไม่ค่อยเน้นถึงบทที่เกี่ยวกับการมาชุมนุมในพิธี
                2.1.9  เพลงกลม ใช้สำหรับการไป
มาของเทวดาชั้นสูง การใช้เพลงหน้าพาทย์กลมนี้มักจะเป็นการเน้นเฉพาะตัวละครตัวใดตัวหนึ่งเท่านั้น
                2.1.10 เพลงโล้ ใช้สำหรับบรรเลงประกอบกิริยาการไป
-  มาทางน้ำ
                2.1.11 เพลงแผละ ใช้สำหรับบรรเลงประกอบกิริยาการไป – มาของสัตว์มีปีกที่เหินบินไปกลางเวหา
                2.1.12 เพลงเข้าม่าน ใช้สำหรับบรรเลงปรกอบการแสดงในบทที่ตัวละครต้องการที่จะเข้าไปในม่านหรือในห้อง
                2.2  เพลงหน้าพาทย์ที่ใช้ประกอบการยกพล
                ศิลปะการแสดงโขนของไทยนั้นตามที่ถือปฏิบัติมาแต่โบราณนิยมแสดงเฉพาะเรื่องรามเกียรติ์ ซึ่งตัวแสดงจะประกอบไปด้วย 2 ฝ่าย คือ ฝ่ายพลับพลาและฝ่ายกรุงลงกา โดยกล่าวถึงการทำสงครามเพื่อแย่งชิงนางสีดาระหว่างยักษ์และมนุษย์
                2.2.1  เพลงปฐม ใช้บรรเลงประกอบการจัดทัพก่อนที่จะมีการตรวจพลและก่อนที่จะเคลื่อนทัพออกไป
                2.2.2  เพลงกราวนอก ใช้บรรเลงประกอบการยกทัพและตรวจพลมนุษย์และพลลิง ท่วงทำนองจะมีความรื่นเริง ฮึกเหิม แคล่วคล่องและว่องไว
                2.2.3  เพลงกราวใน ใช้บรรเลงประกอบการยกทัพแลตรวจพลยักษ์ในบางโอกาสอาจจะเป็นกองพล ซึ่งต้องใช้เพลงประกอบ 3 เพลงด้วยกัน คือ เพลงปฐม เพลงเชิดและเพลงกราวใน
                2.2.4  เพลงกราวกลาง ใช้บรรเลงประกอบการยกทัพมนุษย์ โดยปกติเพลงนี้จะพบในการแสดงละครซึ่งไม่ใช่แสดงแต่เฉพาะเรื่องรามเกียรติ์ ดังนั้น มนุษย์กับลิงจึงถภูกแยกออกจากกัน
                2.2.5  เพลงกลองโยน มีอีกชื่อหนึ่งว่า ทะแยกลองโยน ใช้บรรเลงประกอบกิริยาการไปเป็นขบวนโดยไม่จำเป็นว่าจะเป็นยักษ์หรือว่ามนุษย์ การใช้เพลงนี้มีข้อสงเกตตรงที่จุดมุ่งหมายในการไปนั้นมิได้ไปเพื่อรบแต่ไปเพื่ออย่างอื่น
                2.3  เพลงหน้าพาทย์ที่ใช้ประกอบอารมมณ์รื่นเริงสนุกสนาน เศร้าโศก เสียใจ และอารมณ์รัก
                2.3.1  เพลงสีนวล ใช้สำหรับบรรเลงประกอบอารมณ์รื่นรมย์อย่างทั่วไป ปกติใช้เฉพาะตัวแสดงสตรีเท่านั้น
                2.3.2  เพลงฉฉุยฉาย ใช้สำหรับบรรเลงประกอบอารมณ์ของความภาคภูมิใจเมื่อได้แต่งตัวใหม่หรือเมื่อได้มีการแปลงกายใหม่
                2.3.3  เพลงช้าเพลงเร็ว ใช้สำหรับบรรเลงประกอบอารมณ์เบิกบานใจหรือการไป – มาอย่างมีระเบียบงดงาม
                2.3.4  เพลงกราวรำ ใช้สำหรับบรรเลงประกอบกับบทในโอกาสที่ฉลองความสำเร็จสนุกสนาน ตลอดทั้งกิริยาการเยาะเย้ยระหว่างตัวแสดง
                2.3.5  เพลงโอด ใช้สำหรับกิริยาการร้องไห้อยู่กับที่ อาจจะเป็นนั่งร้อง นอนร้อง หรือจะยืนร้องก็ได้
                2.3.6  เพลงทยอย – โอด ใช้สำหรับบรรเลงประกอบกิริยาการเคลื่อนที่ร้องไห้หรือเดินร้องไห้ ในเชิงการแสดง ตัวละครจะเคลื่อนที่ไปอย่างช้าๆ เพราะกำลังมีความโศกเศร้าอาดูร โดยทั่วไปแล้วเนื้อทำนองของการบรรเลงประกอบในอารมณ์ส่วนนี้ จะประกอบด้วยทำนองหลักของเพลง 2 เพลง คือ เพลงทยอยและเพลงโอด
                2.3.7  เพลงเชิด
โอด  ประกอบด้วยเพลง 2 เพลงด้วยกัน คือ เพลงเชิดและเพลงโอด ใช้สำหรับการเดินทางและมีการร้องไห้สลับกันไป
                2.3.8  เพลงกล่อม ใช้สำหรับการกล่อมให้สบายอารมณ์เพื่อจะได้หลับอาจเป็นการกล่อมคู่นอนหรือกล่อมตนเองก็ได้
                2.3.9  เพลงโลม ใช้สำหรับบรรเลงประกอบกิริยาการเล้าโลมด้วยความรัก สิ่งที่น่าสังเกตกรณีของการบรรเลงเพลงโลมนั้น จะไม่มีการกล่อมหรือปลอบใดๆทั้งสิ้น จะมีแต่เฉพาะบทเล้าโลมเท่านั้น
                2.4  เพลงหน้าพาทย์ใช้ประกอบการแผลงฤทธิ์เดช
                2.4.1  เพลงรัว ใช้สำหรับบรรเลงประกอบกิริยาการสำแดงเดชหรือแสดงปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นโดยฉับพลัน
                2.4.2  เพลงคุกพาทย์ ใช้ประกอบอารมณ์ของผู้มีฤทธิ์ ผิดกับเพลงรัว ซึ่งส่วนใหญ่จะเน้นเกี่ยวกับปรากฏการณ์
                2.4.3  เพลงตระนิมิต ใช้สำหรับบรรเลงประกอบการแปลงกายและในบางโอกาสก็ใช้กับบทที่ตัวละครร่ายเวทมนตร์ แต่ในการร่ายเวทมนตร์นั้นมักจะเป็นไปเพื่อการแปลงกายเช่นเดียวกัน
                2.4.4  เพลงชำนาญ ในสมัยโบราณ เพลงชำนาญเรียกว่า “ชำนัน” ใช้สำหรับบรรเลงประกอบการร่ายเวทมนตร์ และการประสิทธิ์ประสาทวิชาในบางโอกาส ก็ใช้บรรเลงประกอบการแปลงกายด้วยเช่นกัน
                2.4.5  เพลงตะบองกัน ใช้สำหรับบรรเลงประกอบการแปลงตัวและการประสิทธิ์ประสาทวิชา
                2.4.6  เพลงตระสารนิบาต บางครั้งเรียกว่า “ตระสันนิบาต” ปกติใช้บรรเลงสำหรับการเชิญเทพยดามาชุมนุม เพื่อประกอบพิธีสำคัญๆในการแสดงโขนและละคร เพลงตระสารนิบาตใช้ประกอบกิริยาการร่ายเวทมนตร์
                2.4.7  เพลงตระบรรทมไพร เป็นเพลงหน้าพาทย์ที่ใช้ประกอบการร่ายเวทมนตร์เช่นเดียวกับเพลงตระสารนิบาต ใช้ประกอบได้ทั้งบทพระ นาง และยักษ์
                2.4.8  เพลงสาธุการ จัดเป็นเพลงหน้าพาทย์ชั้นสูงเพลงหนึ่ง เพลงสาธุการนี้นับว่ามีความสำคัญเป็นอย่างมากต่อการเรียนดนตรีไทยสายปี่พาทย์ เพลงที่ครูผู้สอนจับมือและต่อให้เป็นเพลงแรกคือเพลงสาธุการนี้เอง เพลงหน้าพาทย์สาธุการใช้บรรเลงประกอบการประชุมเทพยดา และเป็นการน้อมรำลึกถึงคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งที่ควาเคารพบูชา โดยปกติแล้วจะเป็นเพลงเริ่มอยู่ในชุดเพลงโหมโรง
                2.4.9  เพลงตระเชิญ เป็นเพลงหน้าพาทย์สำหรับประกอบการอัญเชิญเทวดาหรือครูบาอาจารย์ ตามคติความเชื่อที่ประสิทธิ์ประสาทวิชาให้โดยตรง นอกจากนั้นยังใช้ประกอบการเชิญในลักษณะอันที่จะก่อให้เกิดเป็นสิริมงคล
                2.5  เพลงหน้าพาทย์ที่ใช้ประกอบกิริยาการนอน
                2.5.1  เพลงตระนอน ใช้บรรเลงประกอบกิริยาการนอนหรือใหนอน ใช้บรรเลงต่อจากการกล่อม
                2.5.2  เพลงตระนารายณ์บรรทมสินธุ์ เป็นเพลงหน้าพาทย์ที่ใช้บรรเลงประกอบกิริยาของการบรรทมสำหรับตัวแสดงที่เป็นพระนารายณ์
                2.6  เพลงหน้าพาทย์ที่ใช้ประกอบกิริยาการกิน และใช้บรรเลงในพิธีไหว้ครูดนตรีและนาฏศิลป์ไทยอีกด้วย
                2.6.1 เพลงนั่งกิน
                2.6.2 เพลงเซ่นเหล้า
                2.7  เพลงหน้าพาทย์ที่ใช้ประกอบกิริยาการอาบน้ำ
                2.7.1  เพลงลงสรง ใช้สำหรับบรรเลงประกอบการอาบน้ำ ซึ่งใช้กับตัวแสดงทุกตัว
                2.7.2  เพลงลงสรงโทน ใช้สำหรับบรรเลงประกอบการแต่งตัวหลังจากอาบน้ำเสร็จแล้ว
3.  เพลงเรื่อง
                คือ ชุดของเพลง เป็นการนำเอาเพลงหลายๆ เพลงมาบรรเลงติดต่อกันอย่างมีระเบียบแบบแผน เพลงเรื่องแต่ละชุดนั้นจะมีจำนวนเพลงในชุดมาบ้าง น้อยบ้างแตกต่างกันไป แบ่งออกเป็นประเภทต่างๆดังนี้
                3.1  ประเภทเพลงช้า ประกอบด้วย เพลงช้า เพลงสองไม้ เพล็งเร็วและลงเพลงลา
                3.2  ประเภทเพลงสองไม้ เหมือนกับเพลงช้าทุกปรการ แต่ตัดเพลงช้าออก
                3.3  ประเภทพเพลงเร็ว 
                3.4  ประเภทเพลงฉิ่ง 
                การตั้งชื่อของเพลงเรื่อง ตั้งโดยพิจารณาจากสิ่งต่อไปนี้
                ก.  ตั้งตามชื่อของเพลงที่บรรเลงอันดับแรก
                ข.  ตั้งตามความสำคัญของเพลง
                ค.  ตั้งตามพิธีการที่ใช้
                ง,  ตั้งตามชื่อจังหวะหน้าทับ
4.  เพลงหางเครื่อง
                เพลงหางเครื่องเป็นบทบรรเลงขนาดสั้นๆ ที่นำมาบรรเลงต่อจากเพลงแม่บท (เพลงเถาหรือเพลงสามชั้น) ดังนั้นบางครั้งจึงมีผู้เรียกเพลงหางเครื่องว่าลูกบท ทั้งนี้คงเนื่องมาจากใช้บรรเลงต่อจากเพลงแม่บทนั่นเอง ท่วงทำนองที่มักนิยมนำมาบรรเลงเป็นเพลงหางเครื่อง มักจะมีทำนองและจังหวะที่กระชับ เร้าใจ ไม่มีความสลับซับซ้อนในด้านของกลอนเพลง ในบางโอกาสจะเน้นไปที่ความสนุกสนาน การบรรเลงออกหางเครื่องจะจบด้วยลูกหมดเสมอ นักดนตรีไทยมักนิยมบรรเลงออกหางเครื่องใน 2 ลักษณะวิธี
                ก.  บรรเลงเพลงหางเครื่องต่อจากเพลงใหญ่
                ข.  บรรเลงเพลงหางเครื่องต่อจากลูกหมด
                หลักการในการบรรเลงเพลงหางเครื่องหรือลูกบท
                1.  เพลงหางเครื่องจะต้องไม่มีความยาวกว่าเพลงแม่บท
                2.  เพลงหางเครื่องต้องมีความสัมพันธ์กับเพลงแม่บทในด้านของทำนอง
5.  เพลงออกภาษา
                เพลงออกภาษาจัดเป็นการรวมชุดของเพลงโดยนำเอาเพลงหลายเพลงที่มีสำเนียงภาษาที่แตกต่างกันมาบรรเลงต่อกัน โดยปกติแล้วเพลงออกภาษาจะบรรเลงต่อจากบทบรรเลงใหญ่ ซึ่งมีลักษณะที่คล้ายคลึงกับการบรรเลงออกหางเครื่อง เดิมทีเป็นเพลงที่บรรเลงด้วยทำนองดนตรีล้วนๆ แต่ในปัจจุบันนี้ได้มีการนำเอาคำร้องมาใส่ร่วมด้วย ภาษาของคำร้องจะเป็นการเลียนแบบมากเจ้าของภาษา โดยเน้นถึงความสนุกสนานมากกว่าด้านอักขรวิธี เช่น จีนใจ๋ย่อ เขมรพายเรือ ญวนหว่างแด่ ออกพม่า มอญยกทัพ แขกเจ้าเซ็น มาร์ชซิ่งทรูจอร์เจีย
                เอกลักษณ์อีกอย่างหนึ่งของเพลงออกภาษา คือ ความมุ่งเน้นด้านความสนุกสนาน จึงปรากฏพบเพลงประเภทนี้มีลีลาของจังหวะที่เร้าใจ ตื่นเต้น ลีลาของจังหวะเปลี่ยนแปลงไปตามสำเนียงภาษาแต่ละเพลงไป
                รูปแบบของการบรรเลงเพลงออกภาษาสามารถพบได้หลายรูปแบบ
                1.  บรรเลงต่อจากเพลงเรื่องนางหงส์
                2.  บรรเลงต่อจากบทบรรเลงใหญ่

เพลงประเภทรับ
-ร้อง

               
เพลงประเภทรับ
-ร้อง บางครั้งเรียกว่า ร้อง-รับ และร้อง-ส่ง บทเพลงประเภทนี้จะประกอบไปด้วยส่วนสำคัญ 2 ส่วน คือ บทขับร้องและบทบรรเลง ดังนั้นในการบรรเลงเพลงประเภทนี้จึงเป็นลีลาของการบรรเลงที่สลับสับเปลี่ยนกันระหว่างการขับร้องและการบรรเลง ตามประเพณีนิยมเพลงประเภทนี้จะเริ่มต้นด้วยบทร้องและตามด้วยบทบรรเลง ความแตกต่างระหว่างเพลงบรรเลงและเพลงรับ-ร้องสามารถแสดงให้เห็นได้ดังนี้
     เพลงบรรเลงล้วน

ดนตรี 1 ดนตรี 2 ดนตรี 3 ดนตรี 4

     เพลงรับ
ร้อง
ร้อง 1 ดนตรี 1 ร้อง 2 ดนตรี 2

  1.  เนื้อหาของคำร้อง
                การประพันธ์เพลงประเภทรับ ร้อง ผู้ประพันธ์จะแต่งทำนองบรรเลงให้เสร็จสิ้นก่อน จึงแต่งทำนองร้องในภายหลัง ในด้านของเนื้อร้องหรือคำร้องของเพลงไทยนั้น ปรากฏพบใน 2 ลักษณะ คือ เพลงที่นำถ้อยคำร้องมาจากเรื่องราวในวรรณคดีไทยและเพลงที่มีคำร้องไม่เกี่ยวข้องกับวรรณคดีไทย
                1.1  เพลงที่เนื้อร้องเกี่ยวข้องกับวรรณคดีไทย
; โดยทั่วไปเนื้อร้องของเพลงไทยส่วนใหญ่นิยมนำมาจากวรรณคดีไทย การนำมาใช้เป็นเนื้อร้องนั้น อาจจะนำมาจากวรรณคดีไทยโดยตรง หรืออาจอาศัยแนวคิดหรือความบันดาลใจจากวรรณคดีไทยมาแต่งเป็นเนื้อร้อง โดยบทละครที่นำมาเป็นคำร้องมากที่สุด คือ บทละครเรื่องอิเหนา ส่วนเนื้อหาของคำร้องที่นิยมที่สุด คือ คำร้องที่เกี่ยวข้องกับความรัก
                คำร้องที่นำมาจากวรรณคดีไทยนั้น สามารถแบ่งออกได้เป้น 4 ลักษณะ คือ
                1.1.1 คงถ้อยคำเดิมไว้ทั้งหมด
; ในลักษณะนี้ผู้ประพันธ์เพลงจะนำเนื้องร้องมาจากวรรณคดีไทยเรื่องใดเรื่องหนึ่ง โดยคงถ้อยคำเดิมไว้ทุกประการ โดยการจะนำเนื้อหามาจากส่วนใดนั้น ผู้ประพันธ์จะพิจารณาจากความสัมพันธ์สอดคล้องด้านอารมณ์ของทำนองและเนื้อหาคำร้องเป็นสำคัญ
                1.1.2 เปลี่ยนแปลงถ้อยคำบางคำ
; เนื้อหาของคำร้องในเพลงประเภทนี้ ผู้ประพันธ์ทำนองจะนำเนื้อหาและถ้อยคำเกือบทั้งหมดมาจากวรรณดคีเรื่องใดเรื่องหนึ่ง จะมีแต่เพียงส่วนน้อยที่เปลี่ยนแปลง เพิ่มเติมหรือตัดทอนถ้อยคำ ปัจจัยที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เพิ่มเติมหรือตัดทอนถ้อยคำ ปัจจัยที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในด้านถ้อยคำของเนือ้ร้องเพลงไทยนั้น มีสาเหตุมาจากทั้งความจงใจและไม่จงใจ การเปลี่ยนแปลงอันเนื่องมาจากการจงใจ เป็นการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้ถ้อยคำเหล่านั้นสามารถสอดคล้องและกลมกลืนเข้ากับทำนองได้อย่างสนิทสนม ในขณะที่การเปลี่ยนแปลงชนิดไม่จงใจนั้น เป็นความผิดพลาดหรือตกหล่นในกระบวนการสืบทอด ซึ่งพบได้ทั่วไปในศิลปะดนตรีที่มีการถ่ายทอดแบบมุขปาฐะ
                1.1.3  แต่งเนื้อร้องใหม่เพิ่มจากบทวรรณคดี
; เนื้อร้องของเพลงไทยประเภทนี้จะพบใน 2 ลักษณะ ลักษณะแรกเป็นการนำเนื้อหาของวรรณคดีบางส่วนโดยมิได้เปลี่ยนถ้อยคำเดิม แล้วแต่งเนื้อร้องใหม่เพิ่มขึ้น ลักษณะที่สอง ผู้ส่คำร้องจะนำบทวรรณคดีไทยบางส่วนมาเปลี่ยนแปลงตัดทอนหรือเพิ่มเติมในขณะเดียวกันก็แต่งเนื้อร้องเพิ่มขึ้นมาร่วมด้วย
                1.1.4  แต่งเนื้อขึ้นมาใหม่ โดยอาศัยโครงเรื่องจากวรรณคดี ; เพลงไทยประเภทนี้ ผู้แต่งจะอาศัยเค้าโครงของเนื้อหาจากวรรณคดีไทยนำมาแต่งเป็นคำร้องขึ้นมาใหม่ ดังนั้นคำร้องในเพลงประเภทนี้จึงมีเนื้อหาที่เหมือนกับวรรณคดีไทย แต่จะมีความแตกต่างกันในด้านถ้อยคำ
                1.2 เพลงที่คำร้องไม่เกี่ยวข้องกับวรรณคดีไทย ; เพลงประเภทขับร้องของไทยที่แต่งไว้แต่เดิมนั้น เนื้อร้องมักจะเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับเนื้อหาทางวรรณคดีไทยเป็นส่วนใหญ่ อย่างไรก็ตาม ในระยะหลังเริ่มตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีการใส่บรรจุเป็นคำร้อง จะมุ่งเน้นเนื้อหาเป็นเรื่องเป็นกรณี

2.  ประเภทของเพลงรับ
ร้อง
                เพลงประเภทรับ ร้อง ถึงแม้ว่าจะมีลักษณะร่วมของการขับร้องและบรรเลงสลับสับเปลี่ยนไปเหมือนกันทุกเพลงก็ตาม แต่หากพิจารณาจากลักษณะรูปแบบของเพลงในประเภทนี้ด้วยกันแล้ว จะปรากฏพบลักษณะรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งพอที่จะแบ่งออกเป็นลักษณะต่างๆ ดังนี้
                2.1  เพลงเถา
; เพลงเถาเป็นบทเพลงขนาดยาวซึ่งเกิดจากการนำเอาอัตราจังหวะที่แตกต่างกันตั้งแต่ 3 อัตราจังหวะมาบรรเลงติดต่อกัน โดยจะแยกส่วนใดส่วนหนึ่งมาบรรเลงอย่างอิสระไม่ได้ ตามประเพณีนิยมเพลงเถาจะเริ่มด้วยส่วนของอัตราจังหวะสามชั้น (ช้า) จึงจะตามด้วยอัตราจังหวะสองชั้น (ปานกลาง) และจบด้วยอัตราจังหวะชั้นเดียว (เร็ว) ซึ่งอัตราจังหวะทั้ง 3 ประเภทจะมีอัตราจังหวะช้า เร็วและขนาดความสั้น ยาวที่ลดหลั่นเป็นครึ่งของกันและกัน
                ลักษณะของเพลงเถานอกเหนือจากการขับร้องบรรเลงติดต่อกันตั้งแต่อัตราจังหวะ 6 ชั้น 5 ชั้นและขั้นเดียว ดังที่กล่าวมาแล้วนั้น ยังต้องคำนึงถึงความสอดคล้องสัมพันธ์ของอัตราจังหวะทั้ง 3 ชั้น ซึ่งพิจารณาได้จากหลักสำคัญ 2 ข้อ คือ
                ก.  เพลงเถาจะต้องมีความมสัมพันธ์ในด้านเวลา
                ข. เพลงเถาจะต้องมีความสัมพันธ์ในด้านทำนอง
                2.2 เพลงตับ
; เพลงตับเป็นชุดของบทเพลงอีกลักษณะหนึ่ง ที่เกิดจากการนำเอาบทเพลงหลายๆเพลงมาร้องและบรรเลงให้ติดต่อกัน อัตราจังหวะของบทเพลงที่รวมอยู่ในชุดนั้นจะเป็นอัตราใดก็ได้ อย่างไรก็ตาม ที่ปรากฏพบโดยทั่วไปมักจะอู่ในอัตราจังหวะ 2 ชั้น การรวมชุดของบทเพลงในลักษณะของเพลงตับสามารถแบ่งออกเป็น 3 ประเภท
                2.2.1  ตับเรื่อง ; เป็นชุดของบทเพลงที่นำเอาบทเพลงหลายๆเพลงมาขับร้อง บรรเลงรวมกัน โดยยึดเอาเนื้อหาของคำร้องเป็นเกณฑ์สำคัญ จะมีการบรรจุเพลงหน้าพาทย์เข้าไปเกี่ยวข้องด้วยเสมอ เพื่อประกอบกิริยาสมมติของตัวละคร
                2.2.2  ตับเพลง
; คือ เพลงตับที่นำเอาบทเพลงหลายเพลงที่มีความสอดคล้อสัมพันธ์ทั้งในด้านอัตราจังหวะ สำเนียงของเพลง ระดับเสียงมาจัดเรียบเรียงให้เข้าเป็นชุดเดียวกัน ประเดียวกัน ประเด็นความสำคัญของความคิดในการนำเอาเพลงหลายเพลงมารวมกัน จึงมุ่งเน้นที่ความกลมกลืนของทำนอง ไม่มุ่งเน้นความสอดคล้องคำร้อง เนื้อหาของคำร้องอาจจะนำมาจากวรรณคดีหลายเรื่อง บางครั้งเนื้อหาของคำร้องอาจจะมีลักษณะเป็นเชิงบรรยาย
                2.2.3 ตับประสม ; ตับประสมเป็นการรวมชุดของบทเพลงที่มุ่งเน้นความสอดคล้องสัมพันธ์ในทั้งสองประเด็น คือ ทำนองและเนื้อหาของคำร้อง กล่าวคือ พิจารณะจากทำนองเพลงจะพบว่าเพลงทุกเพลงที่นำมารวมชุด มีความกลมกลืนกันในด้านของสำเนียงและระดับเสียง และหากจะพิจารณะจากเนื้อหาของคำร้องจะพบว่าเป็นเรื่องราวเรื่องเดียวและตอนเดียวกัน
                สำหรับการเรียบเรียงบทเพลงในลักษณะของตับประสม ในบางโอกาสได้มีการจัดกลุ่มรวมไว้ในประเภทตับเรื่อง ซึ่งก็ไม่ใช่เป็นสิ่งที่ผิด แต่สิ่งที่น่าจะเป็นเหตุผลสำคัญในการสนับสนุนถึงความแตกต่างในกรณีของตับเรื่องและตับประสมนั้น เป็นความเกี่ยวข้องกับเพลงหน้าพาทย์ ในกรณีของเพลงตับประสม ถึงแม้เรื่องราวของคำร้องจะเป็นเรื่องราวเดียวกัน แต่ในการเรียบเรียงชุดของเพลงจะไม่มีการนำเอาเพลงหน้าพาทย์มาบรรจุร่วมไว้ ในขณะที่ตับเรื่องนั้นมีการบรรจุเพลงหน้าพาทย์ เพื่อช่วยเน้นบทบาท ลีลา อารมณ์ของตัวละครตามคำร้องให้ปรากฏภาพที่ชัดเจนและมีสีสันเพิ่มขึ้น
                2.3 เพลงเกร็ด
; เพลงเกร็ดเป็นบทเพลงขนาดย่อม ประเภทของเพลงเกร็ดที่ขับร้องและบรรเลงนี้ อาจจะนำเอาเพลงใดเพลงหนึ่งมาจากเพลงตับ โดยนำมาบรรเลงอย่างอิสระหรืออาจจจะขับร้องและจะบรรเลงเฉพาะอัตราจังหวะใดจังหวะหนึ่งในชุดของเพลงเถา จัดได้ว่าเป็นรูปแบบของเพลงเกร็ดทั้งสิ้น  ปัจจัยที่สำคัญอันเป็นสาเหตุให้เกิดการขับร้องและบรรเลงเพลงเกร็ดมีอยู่ 2 ประการ ประการแรก ความจำกัดในด้านของเวลาที่นักดนตรีและนักร้องไม่มีเวลามากพอที่จะบรรเลงเพลงตับทั้งชุดหรือเพลงเถาทั้ง 3 อัตราจังหวะ ประการที่สอง เกิดจากความตั้งใจที่จะขับร้องและบรรเลงเฉพาะส่วนใดส่วนหนึ่งที่เห็นว่ามีทำนองที่ไพเราะเป็นพิเศษ
                2.4 เพลงลา
; วัฒนธรรมประเพณีอันดีงามของไทยที่ยึดถือปฏิบัติสืบเนื่องกันมา สำหรับผู้เยือนคือการ “ไปลา มาไหว้” ในฐานะที่ดนตรีไทยนั้นเป็นศิลปะที่ถูกหล่อหลอมมากับสังคามไทย วงดนตรีไทยในฐานะผู้เยือน จึงใช้คตินิยมอันดีงามนี้ประยุกต์เข้ากับบทเพลงลาได้อย่างเหมาะสม ดังนั้น เพลงลาจึงเป็นบทเพลงที่ใช้บรรเลงเป็นเพลงสุดท้ายของการบรรเลงดนตรี
                แต่เดิมทีเดียวการจะนำเพลงใดมาขึ้นร้อง บรรเลงเป็นเพลงลานั้นคำนึงถึงเนื้อหาของคำร้องเป็นสำคัญ กล่าวคือ คำร้องจะเกี่ยวข้องกับการลาจาก อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันนี้เพลงที่นิยมนำมาเป็นเพลงลามักจะประกอบไปด้วย “สร้อย” ในส่วนของทำนองร้องที่เรียกกันว่า “ว่าดอก” หรือ “ออกดอก” อันเป็นลีลาซึ่งผู้บรรเลงเครื่องดนตรีจะต้องเลียนเสียงร้องให้คล้ายคลึงมากที่สุด สำหรับเครื่องดนตรีที่จะใช้บรรเลงล้อเลียนเสียงผู้ขับร้องมีอยู่ 2 ตระกูล คือ เครื่องดนตรีประเภทเครื่องเป่าและเครื่องสี ในวงปี่พาทย์ไม้แข็งนิยมใช้ปี่ใน สว่นในวงมโหรีและเครื่องสายใช้ขลุ่ยหรือซออู้ ดังนั้นในการฟังเพลงประเภทเพลงลานี้ ความไพเราะอันเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นประการสำคัญนอกเหนือไปจากดำเนินกลอนทำนองของเครื่องดนตรีชนิดต่างๆแล้ว ลีลาการว่าดอกล้อเลียนเสียงระหว่างผู้ขับร้องและผู้บรรเลงดนตรีนับเป็นส่วนสำคัญยิ่งที่ผู้ฟังควรจะต้องสังเกต โดยเพลงที่นิยมใช้บรรเลงเป็นเพลงลา ได้แก่ เต่ากินผักบุ้ง พระอาทิตย์ชิงดวง อกทะเล และนกขมิ้น อย่างไรก็ตาม ในบรรดาเพลงลาด้วยกัน เพลงเต่ากินผักบุ้งจัดได้ว่าเป็นเพลงที่ได้รับความนิยมอย่างสุงสุด เนื้อหาคำร้องจะเกี่ยวข้องกับการลาจาก ห่วงหาอาลัย และหมดเวลา               

 

Comment

Comment:

Tweet

#6 By (202.29.177.13|202.29.177.13) on 2014-11-14 14:28

5555tongue

#5 By (101.109.70.217|101.109.70.217) on 2014-06-23 18:16

#4 By (202.29.176.129|202.29.176.129) on 2014-05-25 10:41

ตรงเพลงเถา อัตราจังหวะเป็น 3 ชั้น 2 ชั้น และชั้นเดียวนะคับ ไม่ใช่ 6 - 5 - ชั้นเดียว รบกวนแก้ข้แมูลด้วยนะครับ

#3 By khommy (10.0.1.91, 171.97.147.181) on 2011-10-06 03:44

ข้อมูลนี้ช่วยในหารทำรายการได้มากเลย^^big smile big smile big smile big smile big smile big smile

#2 By ^^ (112.142.125.116) on 2010-08-27 00:44

ขอบคุณมากๆbig smile big smile big smile

#1 By ^^ (112.142.125.116) on 2010-08-27 00:43