การประสมวงดนตรีไทย

posted on 03 Nov 2008 19:12 by musicism
การผสมวงดนตรีไทย เครื่องดนตรีหรือเครื่องดีดสีตีเป่า ของไทยที่นิยมเล่นกันมาแต่โบราณนั้น บางอย่างก็นำมาใช่เล่นเดี่ยว (คือ บรรเลงคนเดียว)เช่น ซอและขลุ่ย แต่หลายอย่างใช้ในการเล่นผสมวง(คือเล่นรวมกันหลายคนและหลายเครื่อง) การเล่นผสมวงก็ผสมหลายอย่างหลายชนิด ต่อมาการจัดเครื่องดนตรีเข้าผสมวงและวิธีเล่นได้วิวัฒนาการมาโดยลำดับ แต่การเล่นผสมวงนั้นข้อสำคัญอยู่ที่การปรับเสียงของเครื่องดนตรีแต่ละชิ้นให้เสียงประสานกลมกลืนเข้ากัน เกิดเป็นเสียงดนตรีที่ไพเราะ มิใช่ต้องการแต่ให้มีคนเล่นมากและเกิดเสียงดังอึกทึกครึกโครม ฟังแล้วหนวกหูไม่เป็นเสียงเพลง และฟังไม่ไพเราะการเล่นผสมวงของดนตรีหรือเครื่องดีดสีตีเป่าของไทยแต่โบราณ  (๑) วงมโหรี   (๒) วงปี่พาทย์   (๓) วงเครื่องสาย  

 

วงมโหรี

 มโหรี ที่กล่าวถึงในกฎมนเทียรบาลสมัยกรุงศรีอยุธยานั้น จะผสมวงกันอย่างไร ? ใช้เครื่องดนตรีอะไรบ้าง มิได้ระบุถึงไว้ แต่สมเด็จ ฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพได้ทรงอธิบายไว้ใน "เรื่องตำนานเครื่องมโหรี" ว่า "เครื่องดีดสี ซึ่งมาคิดประดิษฐ์ขึ้น เรียกว่า มโหรี นั้น ……เดิมก็เป็นของผู้ชายเล่น แต่ต่อมาเกิดชอบฟังมโหรีกันแพร่หลาย ผู้มีบรรดาศักดิ์ซึ่งมีบริวารมากจึงมักหัดผู้หญิงเป็นมโหรี ๆ ก็กลายเป็นของผู้หญิงเล่นมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยายังเป็นราชธานี"วงมโหรี ชั้นเดิม ( ๔ คน )
สมเด็จ ฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงประทานอธิบายไว้ว่า "มโหรีชั้นเดิม วงหนึ่งคนเล่นเพียง ๔ คน เป็นคนขับร้องลำนำและตำกรับพวงให้จังหวะเอง คน ๑ สีซอสามสายประสานเสียง คน ๑ ดีดกระจับปี่ ให้ลำนำ คน ๑ ตีทับประสานจังหวะกับลำนำ คน ๑ " แล้วทรงประทานอธิบายต่อไปว่า "มโหรีทั้ง ๔ สิ่งที่พรรณนามานี้ พึงสังเกตเห็นได้ว่ามิใช่อื่น คือเอาเครื่องบรรเลงพิณกับเครื่องขับไม้มารวมกันนั่นเอง เป็นแต่ใช้ดีดกระจับปี่แทนพิณ ตีทับแทนไกวบัณเฑาะว์ และเติมกรับพวงสำหรับให้จังหวะเข้าอีกอย่างหนึ่ง" เช่นที่กล่าวถึงในพระราชนิพนธ์บทละครอิเหนา (เล่ม ๒ หน้า ๓๓๑ ) ว่า "ทรงสดับขับไม้มโหรี ซอสีส่งเสียงจำเรียงราย
 วงมโหรี ชั้นต่อมา ( ๕ คน)
ได้พบ "คำโคลง " บทหนึ่ง ในหนังสือจินดามณี (เล่ม ๑ - ๒ หน้า ๔๕ ) พรรณนาถึงวงมโหรีไว้ว่า
นางขับขานเสียงแจ้ว                     พึงใจตามเพลงกลอนกลใน                        ภาพพร้องมโหรีบรรเลงไฉน                                ซอพาทย์
พิจารณาตามโคลงทบนี้ วงมโหรีมีคนเล่น ๕ คน คือ นางขับร้อง (คงตีกรับด้วย) คน ๑ เป่าปี่ หรือขลุ่ย คน ๑ สีซอสามสาย คน ๑ ตีทับ คน ๑ ดีดกระจับปี่ คน ๑ คำ "ปี่ไฉน" ในโคลงบทนี้ไม่จำเป็นต้องเป็นปี่ไฉนจริง ๆ เพราะคำ "ไฉน" บางครั้งก็กล่าวหมายถึงปี่หรือเครื่องเป่า จึงอาจเป็นเครื่องเป่าชนิดใด ๆ เช่น ขลุ่ยก็ได้ เช่นที่กล่าวถึงในบทละครเรื่องนางมโนห์ราครั้งกรุงเก่า ว่า "เสมือนปี่ไฉนในบุรี เสมือนเสียงมโหรีเพราะวังเวง" หรือที่กล่าวถึงในพระราชนิพนธ์บทละครอิเหนาว่า "ไพเราะเพียงดนตรีปี่ไฉน" อาจหมายถึงขลุ่ยนั่นเองก็ได้ เพราะเมื่อผสมวง ๖ คน ก็ใช้ชุ่ย ดังจะกล่าวถึงข้างหน้า โคลงบทนี้ อาจพรรณนาถึงวงมโหรีตั้งแต่รัชสมัยสมเด็จพระเอกาทศรถ (พ.ศ. ๒๑๔๘ -๒๑๖๓ ) หรือก่อนหน้านั้น ลงมาจนถึงรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช(พ.ศ. ๒๑๙๙ - ๒๒๓๑ ) ซึ่งเป็นสมัยที่พระโหราธิบดีแต่งคัมภีร์จินดามณีนี้ ทูลเกล้า ฯถวาย ก็ได้
    วงมโหรี ๖ คน สมเด็จ ฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงประทานอธิบายต่อไปว่า "ตั้งแต่มโหรีผู้หญิงเกิดมีขึ้น ก็เห็นจะชอบเล่นกันแพร่หลาย จึงเกิดเป็นเหตุให้มีผู้คิดเพิ่มเติมเครื่องมโหรีขึ้นโดยลำดับมา เครื่องมโหรีที่เพิ่มเติมขึ้นเมื่อครั้งกรุงศรีอยุธยายังเป็นราชธานี (สังเกตตามที่ปรากฏในภาพเขียนแต่สมัยนั้น) คือ รำมะนา สำหรับตีประกอบกับทับ อย่าง ๑ ขลุ่ยสำหรับเป่าให้ลำนำ อย่าง ๑ มโหรี วงหนึ่ง จึงกลายเป็น ๖ คน ถ้าคำ "ปี่ไฉน" ในบทโคลงข้างต้นหมายถึงขลุ่ย ก็เพิ่มแต่ทับอย่างเดียว ภาพเขียนสมัยรัชกาลที่ ๑ ที่ฝาผนังด้านตะวันตกในพระที่นั่งพุทไธสวรรย์ ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร เขียนรูปวงมโหรีหญิงมีคนเล่น ๖ คน ภาพเขียนดังกล่าวนี้ หรือเขียนตามที่ยังมีบางวงนิยมเล่นอยู่ในสมัยนั้น ตามแบบครั้งกรุงศรีอยุธยา วงมโหรี ๑๐ คน แต่ที่บานตู้ไม้ลายจำหลัก เรื่องภูริทัตตชาดก สมัยกรุงศรีอยุธยา (อยู่ในหอสมุดแห่งชาติ) มีคนเป่าขลุ่ย ๒ คน และมีฆ้องวงอีก ๑ วงด้วย ฆ้องวงนี่กระมังที่ภายหลังปี่พาทย์นำเอาไปผมวงในวงปี่พาทย์เครื่องคู่และยังเรียกกันว่า "ฆ้องมโหรี" เป็นพยานอยู่ เพราะฉะนั้น วงมโหรีตอนปลายสมัยกรุงศรีอยุธยาอาจมีคนเล่นผสมวงถึง ๙ คน เช่นภาพเขียนสีที่ผนังวิหารพระนอนตรงเบื้องพระเศียรพระพุทธไสยาศ ในวัดพระเชตุพน หรือ ๑๐ คน ก็ได้ เช่นที่กล่าวถึงเครื่องเล่นผสมวงไว้ใน "เพลงยาวไหว้ครูมโหรี" ครั้งกรุงศรีอยุธยา คำว่า "ซอ" ที่กล่าวถึงตลอดมา หมายถึง ซอสามสาย และพึงสังเกตว่าวงมโหรี ในสมัยกรุงศรีอยุธยายังไม่มี ซออู้ ซอด้วง และจะเข้ เข้าเล่นผสมวง สมัยกรุงธนบุรี ปรากฏในหมายรับสั่งงานสมโภชพระแก้วมรกต ระบุมโหรีไทย มโหรีแขก มโหรีจีน มโหรีเขมร มโหรีญวน และมโหรีฝรั่ง ไว้รวมหลายวงจะมีลักษณะวงเครื่องบรรเลงเป็นอย่างไรไม่ทราบ แต่กล่าวถึงมโหรีไทยว่า "หมื่นราชาราช มโหรีไทย ชาย ๒ หญิง ๔ " ถ้าเช่นนั้น วงมโหรีไทยสมัยกรุงธนบุรีคงเล่น ๖ คน ตามแบบสมัยกรุงศรีอยุธยา ถ้ามิใช่เพราะเป็นเวลาหาศิลปินได้ยาก ก็แสดงว่า มีชายหญิงเล่นรวมวงกัน วงมโหรี ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงประทานอธิบายต่อไปว่า "มาถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ เพิ่มเติมเครื่องมโหรีขึ้นอีกหลายอย่าง เอาเครื่องปี่พาทย์เข้าเมเป็นพื้น เป็นแต่ทำขนาดย่อมลง ให้สมกับผู้หญิงเล่น(๑) เล่ากันมาว่า เมื่อในรัชกาลที่ ๑ เติมระนาดไม้กับระนาดแก้ว เป็นเครื่องมโหรีขึ้นอีกเป็น ๒ อย่าง รวมมโหรีวงหนึ่งเป็น ๘ คน มาในรัชกาลที่ ๒ เลิกระนาดแก้วเสีย ใช้ฆ้องวงแทน(๒) และเพิ่มจะเข้เข้าในเครื่องมโหรีอีกสิ่ง ๑ รวมมโหรีวงหนึ่งเป็น ๙ คน ถึงรัชกาลที่ ๓ เมื่อคิดทำระนาดทุ้มและฆ้องวงเล็กเพิ่มขึ้นในเครื่องปี่พาทย์ ก็เพิ่มของ ๒ สิ่งนั้นเข้าในเครื่องมโหรีกับทั้งใช้ฉิ่ง(๓) แทนกรับพวง ให้เสียงจังหวะดังขึ้นสมกับเครื่องมากสิ่งถึงรัชกาลที่ ๔ เมื่อคิดทำระนาดทองและระนาดเหล็กขึ้นใช้ในเครื่องปี่พาทย์ ของ ๒ สิ่งนั้นก็เพิ่มเข้าในเครื่องมโหรีด้วย มโหรีชั้นหลัง วงหนึ่งจึงเป็น ๑๔ คน คล้ายกับปี่พาทย์ เป็นแต่มโหรีมีเครื่องสาย และไม่ใช้กลอง และผิดกันเป็นข้อสำคัญอย่างหนึ่งที่มโหรีเป็นของผู้หญิงเล่น ปี่พาทย์เป็นของผู้ชายเล่นเป็นพื้นมาถึงสมัยรัชกาลที่ ๕ เครื่องมโหรีลดกระจับปี่ละฉาบมิใคร่ใช้กัน จึงกลับคงเหลือ ๑๒ คน" การเล่นมโหรีผู้หญิงมาเสื่อมโทรมลงเมื่อในรัชกาลที่ ๔ เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เอกชนใคร ๆ มีละครผู้หญิงได้ เอกชนจึงนิยมให้ผู้หญิงหัดละครไม่นิยมหัดให้เล่นมโหรีเหมือนแต่ก่อน สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงเล่าไว้ว่า "เมื่อมโหรีผู้หญิงร่วงโรยลงครั้งนั้น ผู้ชายบางพวกซึ่งหัดเล่นเครื่องสายอย่างจีน จึงคิดเอาซอด้วง ซออู้ จะเข้ กับปี่อ้อ เข้าเล่นประสมกับเครื่องกลองแขก……ครั้นต่อมาเอากลองแขกกับปี่อ้อออกเสีย ใช้ทับกับรำมะนาและขลุ่ยแทนเรียกว่า "มโหรีเครื่องสาย" บางวงก็เติมระนาดและฆ้องเข้าด้วย จึงเกิดมโหรีเครื่องสายผู้ชายเล่น แทนมโหรีผู้หญิงอย่างเดิมสืบมาจนทุกวันนี้" วงดังกล่าวนี้มีผู้เล่นรวมวง ๑๐ คน ทั้งคนตีฉิ่งขับร้อง แต่ที่เรียกกันว่า "มโหรีเครื่องสาย" อาจนำเอาคำ "มโหรี" มาใช้ควบคำผิดที่ เพราะไม่ทราบที่มาและความหมายของคำ "มโหรี" น่าจะเรียกว่า "วงเครื่องสาย" เช่นที่เรียกทุกวันนี้ เพราะวงมโหรีกับวงเครื่องสาย มีลักษณะต่างกัน โปรดดูต่อไปวงมโหรี สมัยปัจจุบัน วงมโหรีที่นิยมใช้บรรเลงกันอยู่ในปัจจุบัน เห็นได้ว่า รวมเอาเครื่องดีดสี เช่น ซอ จะเข้ และเครื่องตีเป่า เช่น ระนาด ฆ้อง โทน รำมะนาด ฉิ่ง ฉาบ และขลุ่ย เข้าผสมวง แต่ย่อขนาดเครื่องตีบางอย่าง เช่น ระนาด และฆ้องวง ให้เล็กลง ปรับเครื่องตีเป่าที่ผสมวงให้เสียงประสานกลมกลืนกันกับเครื่องดีดสี และเล่นรวมวงกันได้ทั้งศิลปินชายหญิง กำหดวงตามจำนวนศิลปินและเครื่องดนตรีที่รวมผสมวงเป็น ๓ ขนาด เรียกชื่อวงตามจำนวนเครื่องและศิลปิน ดังนี้ (ก) วงมโหรีเครื่องเล็ก ประกอบด้วยเครื่องบรรเลง ดังนี้ 

๑. ซอสามสาย

๑ คัน
๒. ซอด้วง ๑ คัน
๓. ซออู้ ๑ คัน
๔. จะเข้ ๑ ตัว
๕. ขลุ่ยเพียงออ ๑ เลา
๖. ระนาดเอก ๑ ราง
๗. ฆ้องกลาง ๑ วง
๘. โทน ๑วง
๙. รำมะนา ๑ ตัว
๑๐. ฉิ่ง ๑ คู่
 (ข) วงมโหรีเครื่องคู่ ประกอบด้วยเครื่องบรรเลง ดังนี้

๑. ซอสามสาย

๑ คัน
๒. ซอสามสายหลิบ ๑ คัน
๓. ซอด้วง ๒ คัน
๔. ซออู้ ๒ คัน
๕. จะเข้ ๒ ตัว
๖. ขลุ่ยเพียงออ ๑ เลา
๗. ขลุ่ยหลิบ ๑ เลา
๘. ระนาดเอก ๑ ราง
๙. ระนาดทุ้ม ๑ ราง
๑๐. ฆ้องใหญ่ ๑ วง
๑๑. ฆ้องเล็ก ๑ วง
๑๒. โทน  
๑๓. รำมะนา  
๑๔. ฉิ่ง  
๑๕. ฉาบเล็ก  
 (ค) วงมโหรีเครื่องใหญ่

๑. ซอสามสาย

๑ คัน
๒. ซอสามสายหลิบ ๒ คัน
๓. ซอด้วง ๒ คัน
๔. ซออู้ ๒ ตัว
๕. จะเข้ ๒ ตัว
๖. ขลุ่ยเพียงออ ๑ เลา
๗. ขลุ่ยหลิบ ๑ เลา
๘. ระนาดเอก ๑ ราง
๙. ระนาดเอก ๑ ราง
๑๐. ฆ้องใหญ่ ๑ วง
๑๑. ฆ้องเล็ก ๑ วง
๑๒. ระนาดเอกเหล็ก ๑ ราง
๑๓. ระนาดทุ้มเหล็ก ๑ ราง
๑๔. โทน  
๑๕. รำมะนา  
๑๖. ฉิ่ง  
๑๗. ฉาบเล็ก  
๑๘. โหม่ง  
  หลักการของวงมโหรี
จะเห็นได้ว่า วงมโหรี แม้จะมีวิวัฒนาการทางศิลปะโดยปรับปรุงทั้งเครื่องดนตรีและวิธีบรรเลง เพื่อให้เกิดเสียงประสานกลมกลืนไพเราะมาโดยลำดับ เช่นนิยมเล่นกันในปัจจุบัน แต่เครื่องดนตรีชิ้นสำคัญของวงมโหรีที่ยังถือเป็นหลักอยู่ตลอดมา ก็คือซอสามสายและทับกับหลักการสำคัญอันเป็นหัวใจของวงมโหรีอีกประการหนึ่ง ก็เห็นจะได้แก่การขับร้อง ดังจะเห็นได้จากคำโคลงในหนังสือจินดามณีที่ว่า "นางขับขานเสียงแจ้ว พึงใจ" และถ้า "(ม)โหรี" มีที่มาของคำและเป็นชื่อของเพลงขับร้องบรรยายถึงเรื่องงานนักขัตฤกษ์โหลี เช่นกล่าวมาข้างต้น สาระสำคัญของวงมโหรี ก็น่าจะอยู่ที่ขับร้องด้วย โดยลักษณะมโหรีเป็นวงดนตรีประเภทบรรเลงขับกล่อม สำหรับฟังเพื่อความบันเทิงเริงรมย์ มิใช่วงบรรเลงที่ใช้ประกอบการแสดงนาฏศิลปโขนละครฟ้อนรำ เช่นปี่พาทย์ และมิใช่บรรเลงประกอบในงานพิธี เช่น ขับไม้ ดังที่เรามี "บทขับร้อง" และ "ตำราเพลงมโหรี" เป็นบทร้องของโบราณเหลือเป็นพายานสืบมาเช่น ที่หอสมุดฯ ได้จัดพิมพ์ไว้เมื่อ ๒๔๗๑ เรียกว่า "ประชุมบทมโหรี" และระบุไว้ใน "เพลงยาวตำรามโหรี"ข้างต้นว่า
  ข้าไหว้ครูซอขอคำนับ                        ขับบรรสานสายสุหร่ายเรื่อง                                         มโหรีแรกเริ่มเฉลิมเมือง                     บอกเบื้องฉบับบุราณนาน
และใน "เพลงยาวไหว้ครูมโหรี" ก็ระบุถึงเป็นเค้าว่ามีการขับร้องเป็นหลักการสำคัญ ซึ่งกล่าวไว้ว่า
   ยอกรกึ่งเกล้าบงกชเกศ                                        ไหว้ไทเทเวศเป็นใหญ่อันรอบรู้ครูครอบพิณไชย                 สถิตในฉ้อชั้นกามา                     ทรงนามชื่อว่าปัญจศีขร                                        ได้สั่งสอนสานุศิษย์ในแหล่งหล้า                                               เป็นตำหรับรับร้องสืบมา                  ปรากฏเกียรติในแผ่นดินดอน              ช้าขอชลีกรรมคำนับ                          ประคนธรรพด้วยใจสโมสร           จะดีดสีขับร้องทำนองกลอน             จงศรีสถาพรทุกประการฯ
หรือที่กล่าวถึงไว้ในพระราชนิพนธ์บทละครอิเหนา(เล่ม ๒ หน้า ๓๓๑ ) ก็ระบุถึงซอสามสายและขับร้องเพลงมโหรี เป็นหลักว่า
จึงขึ้นหย่อนลองซอประสานเสียง                         สำเนียงนิ้วหนักชักคันสีร้องรับขับเพลงมโหรี                                              ท่วงทีเป็นทำนองโอดพัน

 

 

 

 

วงปี่พาทย์


วงปี่พาทย์เครื่องใหญ่
 วงปี่พาทย์ ของไทยคงมีแต่โบราณกาลอย่างน้องก็ตั้งแต่สมัยสุโขทัย แต่ในสมัยนั้นจะใช้เครื่องดนตรีกี่ชิ้น? และเรียกชื่อวงว่าอะไร?ลองติดตามค้นหามาพิจารณากันดู ได้พบคำจารึกกล่าวถึงการรื่นเริงสนุกสนานหลังจากงานทอดกฐิน สมัยกรุงสุโขทัยในรัชกาลพ่อขุนรามคำแหง กล่าวไว้ในศิลาจารึกหลักที่ ๑ ว่า เมื่อจักเข้ามาเวียงเรียงกันแต่อรัญญิกพู้น เท้าหัวลาน ดํบงคํกลอย ด้วยเสียง พิณเสียงเลื่อนเสียงขับ" จะแปลความหามายว่า "เสียงประโคมดังครึกครื้นรื่นเริงสนุกสนานด้วยเสียงพาทย์ เสียง พิณ และเสียงเลื่อนเสียงขับ" ได้หรือไม่? อย่างไรก็ตาม คำจารึกวรรคนี้พอจะแยกเสียงบรรเลงออกได้ ๔ ชนิด คือเสียงพาทย์ ๑ เสียงพิณ ๑ เสียงเลื่อน ๑ เสียงขับ ๑ ขอกล่าวถึงเสียงพาทย์และเสียงพิณก่อน เพราะในศิลาจารึกและในหนังสือโบราณ เช่น เตภูมิกถา สมัยกรุงสุโขทัย มักกล่าวคำควบกันเสมอ เช่น "เสียงพาทย์แลพิณ ฆ้องกลองแตรสังข์กังสดาล" และ "เสียงพาทย์ เสียงพิณ แตรสังข์ทั้งหลาย"วงปี่พาทย์ผสมการผสมวงปี่พาทย์
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงวินิจฉัยไว้ว่า "ระบอบเครื่องปัญจดุริยางค์ซึ่งมาทางบาลี เมื่อเอาเข้าปรับกับเครื่อง(ปี่พาทย์)ของเรา ก็เห็นเข้ากับปัญจดุริยางค์(ของอินเดีย) ทุกอย่างไป อาตตะ ได้แก่ โทน รำมะนา วิตตะ ได้แก่ กลองทัด กลองละคอนชาตรี, อาตตะ-วิตตะ ได้แก่ ตะ